Breaking News

รวมสมอง ร่วมใจ “สู้ภัย COVID-19”


ศ.นพ.สมชาย เอี่ยมอ่อง ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย มีความเป็นห่วงผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกในเวลาอันสั้น ด้วยความเข้มแข็งของพลังภาครัฐและพลังภาคประชาชนในเกือบตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยสามารถชะลอการระบาดของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการสูญเสียน้อย เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่มีทรัพยากรสุขภาพสมบูรณ์กว่าเราเป็นอันมาก แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมียอดผู้ป่วยคนไทยรายใหม่เพิ่มขึ้นเร็ว จนหลายคนตระหนกว่าหน่วยงานการแพทย์ของภาครัฐและเอกชนจะเอาอยู่หรือไม่


ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์ระบาดของโรค COVID-19 ของประเทศไทยในปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิกฤตทางสาธารณสุขขึ้นได้ เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยโรค COVID-19 ในระยะวิกฤตเป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อน และมีโอกาสที่มีภาวะการทำงานของระบบอวัยวะล้มเหลวหลายอวัยวะได้ เป็นเหตุให้ต้องการความเชี่ยวชาญของบุคลากรสาธารณสุขหลายสาขา ห้องปฏิบัติการทางเทคนิคแผนกต่าง ๆ ยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ตลอดจนระบบการให้การบริบาลที่สามารถควบคุมการติดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ดังนั้นการรับมือกับสถานการณ์ระบาดของโรค COVID-19 ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนทรัพยากรสาธารณสุขทางด้านเวชบำบัดวิกฤตได้ หากจำนวนผู้ป่วย COVID-19 มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยปราศจากการเตรียมพร้อมทางระบบสาธารณสุขที่ดีพอ


ด้าน ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลลักษณะผู้ป่วย COVID-19 ที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยรายหลัง ๆ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามักเป็นผู้ที่ไปร่วมกิจกรรมที่มีคนมาก ๆ ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ซึ่งในสถานที่เช่นนั้น จะมีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากความแออัด ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการติดต่อกันระหว่างคนที่อยู่ใกล้ชิดได้ง่าย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ถ้ามีผู้ป่วยจำนวนไม่มาก การติดตามสืบสวนเพื่อการควบคุมโรค จะทำได้ไม่ยากนัก สถานการณ์ของเราขณะนี้ คือการพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนที่ส่วนใหญ่ทราบที่มาของโรคชัดเจน แต่หากการระบาดมากขึ้น ก็จะเป็นการยากในการสอบสวนหาสาเหตุ ดังนั้น การที่จะควบคุมโรคได้ ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ ช่วยเหลือในการควบคุมโรคด้วยการ 
  1. ไม่เข้าไปร่วมกิจกรรมในสถานที่ที่แออัด มีคนมาก ๆ 
  2. งดหรือเลื่อนการเดินทางไปต่างประเทศ 
  3.ถ้าหน่วยงานสามารถจัดงานให้ทำที่บ้านได้ควรทำ 
  4. การเดินทางไปในที่สาธารณะทั่ว ๆ ไป ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่ถ้าเข้าไปในที่แออัด เช่น รถโดยสารปรับอากาศที่คนแน่น อาจจะจำเป็นที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย 
  5. ถ้าเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กระทรวงสาธารสุขประกาศเป็นเขตติดโรค หรือแม้แต่ประเทศที่มีผู้ป่วยมาก แต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นเขตติดโรคแต่มีผู้ป่วยจำนวนมาก หรือได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคนี้ ก็ควรที่จะแยกตัวเองอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน แยกห้องน้ำ ห้องนอน แยกรับประทานอาหาร ล้างมือบ่อย ๆ (ด้วยน้ำและสบู่ หรือ alcohol hand rub ก็ได้) 
  6. ระหว่างการกักตัวไม่ควรเดินทางออกไปนอกพื้นที่โดยไม่มีความจำเป็น 
  7. ถ้าไม่มีอาการใด ๆ ยังไม่ต้องไปขอรับการตรวจหาเชื้อ การตรวจเมื่อไม่มีอาการแล้วไม่พบเชื้ออาจจะทำให้เข้าใจผิดว่าไม่เป็นโรคนี้ แล้วทำให้ขาดความระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมาก แออัด กลับจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย 
  8.ในระหว่างกักตัว ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ ไอ เหนื่อยง่าย ให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง ระหว่างเดินทาง ควรสวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดมือทันทีที่ทำได้ 
  9. สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อขอรับยาที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางเข้ามารับยาเอง นอกจากท่านมีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ


ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เชื้อไวรัสCOVID-19 ไม่ชอบอากาศที่ร้อนและแสงแดด ถ้าเราสามารถยันมันไว้ได้ตลอดหน้าร้อน เมื่อเข้าฤดูฝนโอกาสที่โรคระบาดหนักจะลดลง โดยประชาชนต้องปรับกิจวัตรประจำวันให้ใช้บ้านและที่พักเป็นตำแหน่งอยู่หลัก ลดการออกนอกที่พัก ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเรียน การสังสรรค์ หรือการชุมนุมของผู้คนทุกประเภท รวมถึงรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายและนอนหลับให้เพียงพอ ล้างมือบ่อยๆ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วคิดดีทำดี ถ้าไม่สบายโดยเฉพาะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ให้โทรศัพท์ปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อพิจารณาไปทำการตรวจรักษา และเมื่อถึงโรงพยาบาลให้ข้อมูลโอกาสเสี่ยงติดเชื้อโควิดของท่านโดยละเอียด ควรสอดส่องดูแลสมาชิกครอบครัวหรือสมาชิกร่วมที่พัก ที่มีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อโควิดแล้วอาการรุนแรงง่าย ได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ผู้สูงอายุ คนที่อ้วนมาก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ หากเจ็บป่วยโดยเฉพาะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ให้รีบปรึกษาแพทย์ ถ้าจำเป็นต้องออกนอกที่พักไปในที่สาธารณะ จัดเตรียมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า สวมใส่และถอดทิ้งให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัตถุและวัสดุทุกชนิด ถ้าหลีกเลี่ยงการสัมผัสไม่ได้ให้ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือสบู่ทุกครั้ง และไม่สัมผัสถูกต้องตัวผู้อื่น ถ้าเป็นได้พยายามให้อยู่ห่างกันแต่ละคนราว 1 เมตร ไม่ใช้สิ่งของทุกชนิดร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและมีระบบระบายอากาศที่ไม่ดี พร้อมกับติดตามข่าวสารจากแหล่งต่าง ๆ อย่างมีสติ ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งยืนยันชัดเจน ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด...


...นอกจากนี้ควรใส่ใจดูแลผู้คนใกล้ตัวหรือเพื่อนบ้าน ที่มีประวัติเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิดแล้วอาการไม่รุนแรงแพทย์อนุญาตให้มาสังเกตอาการต่อที่บ้าน โดยช่วยเหลือเกื้อกูลเท่าที่ทำได้และหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติที่ทำให้สังคมรังเกียจ เราจะต้องนำพาสมาชิกในชาติทุกคนให้ผ่านจุดวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันให้มากที่สุด รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาที่ทำได้ในที่พัก เช่น การจัดหาและจัดทำหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากแจกจ่ายให้ประชาชนที่ขาดแคลน สนับสนุนกิจกรรมการจัดเตรียมทรัพยากรสุขภาพของโรงพยาบาล และผู้ที่แข็งแรงดีต้องช่วยกันไปบริจาคเลือดให้โรงพยาบาลมีใช้เพียงพอ และดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดี หากมีโรคเรื้อรังแต่อาการคงที่ดีให้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอรับยาและเลื่อนนัดโดยตัวผู้ป่วยไม่ต้องไปโรงพยาบาล หากเจ็บป่วยเฉียบพลันเล็กน้อยให้รักษาตัวตามคำแนะนำสุขภาพที่หาได้ในสื่อต่าง ๆ หรือโทร.ปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน การไปใช้บริการที่โรงพยาบาลในช่วงนี้ นอกจากเพิ่มความเสี่ยงการรับเชื้อของตัวท่านแล้ว จะทำให้ระบบการรับมือเชื้อโควิดของโรงพยาบาลทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 


ด้าน ผศ.นพ.สหดล ปุญญถาวร นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย สมาคมวิชาชีพภายใต้ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนของบุคลากรสาธารณสุขสหสาขาวิชาชีพที่ให้การบริบาลผู้ป่วยวิกฤต ทั้งในและนอกหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต กล่าวว่า สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทยมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดแนวทางปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย COVID-19 ในระยะวิกฤต เพื่อให้แพทย์ใช้เป็นแนวทางในการผู้ดูแลผู้ป่วยและสามารถนำไปปฏิบัติให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ฝ่าวิกฤต COVID-19 ยังให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในด้านวิชาการ และร่วมผลักดันเชิงนโยบายในการเตรียมพร้อมทางทรัพยากรสาธารณสุขที่จำเป็นต่าง ๆในการรับมือกับการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้อีกด้วย...


...อย่างไรก็ตามมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนทุกคนเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคและการจำกัดการกระจายของโรคถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดและเป็นสิ่งที่ต้องรีบทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างรวดเร็ว มากกว่าการรอใช้เป็นแนวทางให้ให้ประชาชนเกิดโรคที่รุนแรงแล้วค่อยทำการรักษาอย่างมาก จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามสุขลักษณะอย่างเคร่งครัดเพื่อลดหรือแม้กระทั่งยับยั้งการแพร่กระจายโรค หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชน ความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุขทุกคน และการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ จะนำพาให้ประชาชนชาวไทยผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 ไปได้ด้วยกันทุกคน 


ข้อปฏิบัติอื่น ๆ อาจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก website ของกรมควบคุมโรค www.ddc.go.th หรือสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย www.idthai.org

ไม่มีความคิดเห็น