“อกบุ๋ม” ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือสุขภาพหัวใจและปอดที่ไม่ควรมองข้าม โดย รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล - Siamtimes.net

Breaking

Post Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

นิทรรศการ งานมหกรรม

การสื่อสาร

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

“อกบุ๋ม” ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือสุขภาพหัวใจและปอดที่ไม่ควรมองข้าม โดย รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล


โรงพยาบาลวชิรพยาบาลเตรียมจัดงานประชุมนานาชาติด้านโรคอกบุ๋มครั้งแรกของประเทศไทย “Pectus Conference 2026” ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ ร่วมกับ Cleveland Clinic Children’s Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโรคอกบุ๋ม(Pectus Excavatum) ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ระดับโลก



Prof.Rajkamal Vishnu professor Cleveland Clinic Children’s Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า
โรคอกบุ๋มเป็นภาวะความผิดปกติของโครงสร้างผนังทรวงอกเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของกระดูกอ่อนที่เชื่อมระหว่างกระดูกหน้าอกและซี่โครง ส่งผลให้กระดูกหน้าอกยุบลงไปด้านใน ลักษณะเหมือน “อกยุบ” พบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3–4 เท่า โดยมักเริ่มเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็กและรุนแรงขึ้นในช่วงวัยรุ่น แม้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะไม่มีอาการทางร่างกายที่ชัดเจน แต่ผลกระทบด้านจิตใจและบุคลิกภาพถือว่าสำคัญ เด็กหลายคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเปิดเผยร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ อย่างไรก็ตามในรายที่มีความรุนแรงมาก โครงสร้างที่ยุบลงอาจกดเบียดหัวใจและปอด ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด เจ็บหน้าอก หรือออกกำลังกายได้น้อยลงและในบางรายอาจส่งผลต่อการทำงานของลิ้นหัวใจ


การวินิจฉัยโรคอกบุ๋มจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เพื่อดูความลึกและความรุนแรงของการยุบตัว การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) เพื่อประเมินผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการผ่าตัด ซึ่งในรายที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก สามารถใช้อุปกรณ์ดูดผนังทรวงอก (Vacuum Bell) เพื่อค่อย ๆ ดึงกระดูกหน้าอกให้ยกขึ้น ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ปี... 

...ส่วนการผ่าตัดถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Nuss Procedure หรือ MIRPE) ซึ่งไม่ต้องตัดกระดูก ใช้แท่งโลหะดันกระดูกหน้าอกให้กลับสู่ตำแหน่งปกติ แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในเวลาไม่นาน โดยทั่วไปต้องใส่เหล็กไว้ประมาณ3–4ปีก่อนนำออก ซึ่งถึงแม้การผ่าตัดจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น การบาดเจ็บต่อปอดหรือหัวใจ ภาวะลมรั่วในปอด การติดเชื้อ หรือการเคลื่อนของแท่งเหล็ก ดังนั้นการรักษาควรอยู่ภายใต้ทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรักษา” โดยทั่วไปช่วงอายุ 8–15 ปี ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากกระดูกยังมีความยืดหยุ่นสามารถปรับรูปทรงได้ดีและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว


ท้ายที่สุด รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า
แม้โรคอกบุ๋มอาจไม่ใช่โรคร้ายแรงในทุกกรณี แต่ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่ชัดเจน การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการกลับมามีสุขภาพที่ดีและความมั่นใจในการใช้ชีวิตอีกครั้ง ดังนั้นการจัดประชุม “Pectus Conference 2026” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคอกบุ๋มของประเทศไทยสู่ระดับสากลอีกด้วย 

ผู้ป่วยที่สนใจเข้าไปสอบถามเพิ่มเติมผ่าน “เพจเฟซบุ๊กผ่าตัดปอดโดยนายแพทย์ศิระ”หรือ Lineid:@lungsurgeryth หรือเว็บไซต์ https://www.siradoctorlung.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Top Ad

Responsive Ads Here